ฟิลเลอร์ น่ากลัวจริงเหรอ?? ไม่สลายออก ต้องขูดออก จริงมั้ย??

Last updated: Jan 29, 2020  |  307 จำนวนผู้เข้าชม  |  Beauty Library

ฟิลเลอร์ น่ากลัวจริงเหรอ??  ไม่สลายออก ต้องขูดออก จริงมั้ย??

ฟิลเลอร์ คือ อะไร ถ้าเราลองเปิด Dictionnary แล้วค้นหาความหมายของคำว่า Filler (ฟิล’ เลอร) n. จะได้ความหมายว่า “สิ่งที่บรรจุลงไปเพื่อเพิ่มขนาด หรือน้ำหนักหรือทำให้เต็ม” ดังนั้นในด้านของการแพทย์เราเลยนิยามคำว่าฟิลเลอร์ว่าสารเติมเต็ม เลยไม่แปลกที่หลายคนมักเรียกสารเติมเต็มทุกชนิดที่ฉีดเข้าสู่ใบหน้าว่าฟิลเลอร์ทั้งหมด

 

 

 เครดิตรูปภาพจาก google.com

ทีนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักกับชนิดของสารฟิลเลอร์กันก่อน โดยสารฟิลเลอร์บนโลกของเรานั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 

สารฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) 
สารฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) 
สารฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent Filler)

 

 

สารฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีหลายชนิดที่นิยมเลือกใช้ในปัจจุบัน พูดง่ายๆ คือกลุ่มนี้ เมื่อฉีดเข้าบริเวณที่ต้องการแก้ไขแล้วจะคงอยู่ได้ชั่วคราว และจะสลายตัวได้ไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันในประเทศไทยนั้นองค์การอาหารและยาของไทยไม่ได้รับรองทุกตัว 

 


เครดิตรูปภาพจาก dreamstime.com


Collagen  คือ โปรตีนชนิดหนึ่่งที่มีอยู่ในร่างกาย  โดยมีหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรง และสร้างความยืดหยุ่น และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอกับอวัยวะภายในร่างกาย โดยฟิลเลอร์ชนิดนี้สกัดคอลลาเจนที่สังเคราะห์ได้จากสัตว์ เช่น คอลลาเจนจากวัวหรือโบวีน (Bovine)  จากหมูหรือพอร์ซีน (Pocine) มีผลลัพธ์อยู่ได้สั้นมากที่สุดเพียง 3-4 เดือน ข้อสำคัญก่อนฉีดต้องมีการทดสอบการแพ้โปรตีนทุกครั้ง โดยปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะมีอัตราการแพ้ที่สูงเมื่อเทียบกับแบบอื่น  ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้ 

 

 เครดิตรูปภาพจาก www.talarazi.co.il

Evolence   สกัดจากคอลลาเจนฟิลเลอร์บริสุทธิ์ที่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ  โดยแพทย์จะฉีดเข้าบริเวณผิวหนังแท้ ช่วยเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก อาทิเช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ผลลัพธ์คงอยู่ได้ 12 เดือน (อ้างอิงจากเอกสารของทางบริษัท) โดยค่าใช้จ่ายเมื่อประเมินเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 - 20,000 บาท ต่อ 1 เข็ม ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้ 

เครดิตรูปภาพจาก bestproductlists.com

ไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid หรือ HA) คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง เรียกว่าโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ที่มีอยู่ในร่างกายอย่างผิวหนังและกระดูกอ่อน เมื่อผสมรวมกับน้ำจะขยายตัวอยู่ในรูปของเนื้อเจล ทำให้ฟิลเลอร์ชนิดนี้ให้ผลที่เรียบเนียบและเติมเต็ม กรดไฮยาลูรอนิคมาจากแบคทีเรียหรือสกัดจากหงอนไก่ (Rooster Combs) และอาจเติมสารเชื่อมพันธะเพื่อให้อยู่ในร่างกายได้นานขึ้น 6-12 เดือน  ได้รับ FDA จากต่างประเทศ และสามารถใช้ได้เพราะองค์การและยาของไทย อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา  

 

 

สารฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) กลุ่มนี้จะเป็น Filler ที่มีโครงสร้างเป็นสารสังเคราะห์ เมื่อเราฉีดเข้าไปในร่างกายไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และจะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซม ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นใหม่  จึงอยู่ได้นานกว่ากรดไฮยาลูโรนิกหรือคอลลาเจนมากกว่า ซึ่งโดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้ถึง 2 – 5 ปี โดยตำราบางเล่มกล่าวว่า Filler ที่เป็นสารสังเคราะห์เหล่านี้ไม่สลาย ทำให้แพทย์หลายท่านไม่กล้าใช้ เพราะกลัวจะเกิดปฏิกิริยา เช่น การติดเชื้อ การเกิดพังผืดของเนื้อเยื่อโดยรอบ และยังไม่ได้ถูกรองรับให้ใช้แบบถูกต้องจากองค์การอาหารและยาของไทย

 

เครดิตรูปภาพจาก pramahtampa.com

Radiesse  มีกระบวนการเพื่อเข้าไปกระตุ้นในร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา  มีข้อดีคือทำให้ได้ผลลัพธ์ในระยะยาวกว่าชนิดอื่น เลยไม่ต้องฉีดบ่อยๆ  ช่วยเติมเต็มได้ในระดับปานกลางสำหรับริ้วรอย และร่องลึก สามารถใช้เติมบริเวณโหนกแก้มได้ แต่เติมบริเวณริมฝีปากไม่ได้ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติบรรจุยานี้เพื่อรักษาริ้วรอยและรอยพับที่มีระดับปานกลางถึงรุนแรง [ที่มา: American Society of Plastic Surgeons] และในกรกฏาคม 2552 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้มีการอนุมัติให้สามารถใช้ส่วนผสมของ Radiesse และยาชาได้ ผลลัพธ์คงอยู่ได้ประมาณ 12 เดือน หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่บุคคล (อ้างอิงจากเอกสารของทางบริษัท) ค่าใช้จ่ายประมาณ 35,000 บาท ต่อ 1 เข็ม ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้ 

 

เครดิตรูปภาพจาก google.com

 

โพลี่ แอล แลคติค แอซิด (Poly-L-lactic acid (PLLA))   เป็นสารอุ้มน้ำที่มีความเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อในร่างกาย และย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ  PLLA ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์อย่างแพร่หลาย เช่น ไหมละลาย และตะปูเกลียวยึดกระดูก เป็นฟิลเลอร์ที่ร่างกายดูดซึมได้ที่มีผลลัพธ์อยู่ได้นานสุดถึง 2 ปี ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้

Sculptra โดยส่วนใหญ่แล้วในอดีตสารเติมเต็มชนิดนี้ถูกนำมาฉีดให้กับกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สูญเสียไขมันบริเวณใบหน้า เนื่องจากเป็นผลข้างเคียงจากการไดรับยาต้านไวรัส  แต่ในปัจจุบันได้รับการรับรองมาใช้เพื่อหวังผลกับด้านความงาม เช่น การเติมเต็มบริเวณแก้มตอบ และร่องลึกๆ ต่างทั่วใบหน้า  ส่วนในด้านของการทำงานของ Sculptra จะไม่เหมือนกับสารฟิลเลอร์ชนิดอื่น เพราะตัวนี้จะมีรูปแบบของการทำงาน คือ เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายนั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นมา ทำให้หลังฉีดผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นในทันที ต่อรอประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่ปัจจัยของแต่ละคน เช่น ปริมาณการฉีด  สภาพอายุของผิว และความหนาแน่นของคอลลาเจนบริเวณนั้น หลังการฉีดครั้งแรกผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ถึง 2 ปี (อ้างอิงจากเอกสารของทางบริษัท) ผลลัพธ์การฉีดจะได้ผลที่ดีมากเมื่อฉีดต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง เว้นห่าง 4 - 6 สัปดาห์ต่อการฉีด 1 ครั้ง Sculptra จะถูกบรรจุมาในขวดแก้ว ราคาต่อขวดอยู่ที่ประมาณ 25,000 -  38,000 บาท ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้ 

 

แคลเซียม ไฮดรอกซีอะพาไทท์ (Calcium Hydroxyapatite หรือ CaHA) คือแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ในกระดูกและฟันของมนุษย์ ฟิลเลอร์ชนิดนี้สามารถฉีดเพื่อแก้ไขปัญหาบนใบหน้าและมือได้ เนื่องจากอนุภาคของ CaHA จะเข้าไประงับปัญหาริ้วรอย โดยเปลี่ยนสภาพเป็นเหมือนเนื้อเจลชั่วคราว ผลอยู่ได้นาน 18 เดือนและเมื่อ CaHA เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว จะทำให้ผล X-rays ดูคลุมเครือ จึงต้องแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันการอ่านผล X-rays ที่ผิดพลาด ได้รับ FDA จากต่างประเทศแต่ในประเทศไทยนั้นทางองค์การและยาของไทย ยังไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยังไม่แนะนำให้ใช้

 

 

เครดิตรูปภาพจาก aestheticsjournal.com

Autologus Fat  หรือที่หลายคนคงคุ้นชื่อไขมันหน้าเด็ก เป็นการนำเซลล์ไขมันของตัวเอง จากส่วนอื่นๆ ในร่างกาย มาฉีดในบริเวณที่ต้องการ เช่น ขมับ แก้มตอบ หน้าผาก เป็นต้น  ต้องบอกว่าการฉีดไขมันไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้นแต่เคยนิยมแล้วในอดีต แต่ด้วยเพราะเซลล์ไขมันที่เอามาฉีดอยู่ไม่ได้นาน ถ้าการเก็บเซลล์ไขมันไม่ดีพอ และมีราคาค่อนข้างสูงจึงเสื่อมความนิยมไป  แต่ปัจจุบันเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น 

เกล็ดเล็กๆ สำหรับคนที่วางแผนอยากไปเติมไขมัน
ไขมันใหม่ของร่างกายนั้นต้องการเลือดจากที่อยู่ใหม่ เพื่อมาหล่อเลี้ยงให้คงสภาพได้นานขึ้น แต่หากฉีดครั้งละมากๆ ในบริเวณที่กว้างเกิดไป เลือดจะไม่พอเลี้ยงไขมันแม้จะรักษาด้วยเครื่องมือและเทคนิคที่ดีแค่ไหนก็ตาม ตอนนี้จึงได้มีการคิดค้นเทคนิคพิเศษเพื่อมาแก้ปัญหานี้โดยการฉีดเข้าไขมันเข้าไปทีละน้อย (Microinject) ครั้งละน้อยกว่า 0.1 ซีซี สร้างชั้นไขมันที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงสำหรับโครงสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ชั้นผิวหนัง หลอดเลือดจะสร้างขึ้นใหม่บริเวณช่องว่างระหว่างชั้นไขมันที่ฉีดเข้าไปใหม่ และไขมันจะดูดซึมเลือดบริเวณนี้เพื่อไปหล่อเลี้ยงให้คงสภาพเดิมไว้ได้ หากการไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Neovascularization) จะทำให้การฉีดไม่ได้ผล เมื่อไขมันมีการดูดซึมเลือดใหม่เพียงพอ แม้การรักษาในครั้งแรกจะไม่ประสบความสำเร็ว แต่การรักษาอย่างต่อเนื่องครั้งต่อๆ ไป จะทำได้ง่ายขึ้นและให้ผลที่ดีขึ้นจากการรักษาในครั้งแรก ซึ่งกระบวนการนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตรงและเครื่องมือผ่าตัดที่ทำมาโดยเฉพาะ เมื่อการรักษาสำเร็จตามขั้นตอนและกระบวนการ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรและเห็นได้อย่างชัดเจน

 

 

สารฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent Filler) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่แนะนำในการฉีดเด็ดขาด เพราะถึงจะมีอายุการใช้ที่คงที่ แต่เมื่อในกรณีหากต้องการนำฟิลเลอร์ชนิดถาวรออกต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ผ่าตัดและขูดออกจากชั้นกล้ามเนื้อกันเลยทีเดียว บางรายติดเชื้อหลังจากฉีดทันที หรือเกิดขึ้นภายหลัง หากใครต้องการฉีดฟิลเลอร์แบบถาวรควรหาข้อมูลให้ครบถ้วน และปรึกษาแพทย์ผู้ทำการฉีดให้แน่ใจก่อน เพราะการปรับรูปหน้าหรือแก้ไขหลังจากฉีดแล้วทำได้ยากมาก

 เครดิตรูปภาพจาก internationalsurgery.com

โพลีเมธิลเมธาไครเลต บีทส์ (Polymethylmethacrylate beats หรือ PMMA microspheres) คือพลาสติกสังเคราะห์ ที่มีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย แต่ไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ เป็นวัสดุสำหรับผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างซีเมนต์กระดูก (Bone Cement) และเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens หรือ IOL) เม็ด PMMA มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเรียบและมีขนาดที่เล็กมาก และร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ จะถูกทำให้เป็นเนื้อเจลด้วยการผสมกับคอลลาเจนวัว (Bovine collagen) ก่อนที่จะฉีดเข้าผิวหน้า  การฉีดสารประเภทนี้ระบุผลข้างเคียงในระยะยาวไม่ได้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง มีการอักเสบ หรือถึงขั้นทำให้บริเวณที่ฉีดเปลี่ยนรูปไป จึงไม่แนะนำให้ฉีดสารชนิดนี้

 

  เครดิตรูปภาพจาก skincareguide.com

 

Bellafill (หรือ ArteFill) น้ำมันพาราฟินสามารถฉีดเพื่อเสริมจมูกและร่องแก้มได้ เป็นการรักษาที่เห็นผลถาวร เพราะไม่มีการดูดซึมหรือสลายไป ที่สำคัญที่สุดคือปลอดภัยสำหรับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูเติมเต็มในจุดที่ต้องการ สามารถใช้เพื่อเติมเต็มหลุมสิวและแก้มในคนไข้ที่อายุมากกว่า 21 ปี ได้ คอลลาเจนใน Bellafill จะช่วยให้ผลลัพธ์เห็นได้ทันที่ที่ฉีดเข้าไป และเมื่อผ่านไปคอลลาเจนจะถูกดูดซึมเข้าในร่างกายแต่ PMMA จะยังอยู่ที่เดิม แม้จะไม่ถูกดูดซึมแต่ผลจะลดลงหลังจากเข้าปีที่ 5 เป็นต้นไป ในกรณีที่เติมเต็มร่องแก้ม และ 12 เดือนหากฉีดเติมเต็มหลุมสิว แต่ข้อเสียคือการเอาออกหรือฉีดให้สลายไม่สามารถทำได้ การเอาออกเพียงทางเดียวคือต้องตัดเนื้อเยื่อบริเวณนั้นออกไป การฉีดสารประเภทนี้ระบุผลข้างเคียงในระยะยาวไม่ได้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง มีการอักเสบ หรือถึงขั้นทำให้บริเวณที่ฉีดเปลี่ยนรูปไป จึงไม่แนะนำให้ฉีดสารชนิดนี้

 
 

เครดิตรูปภาพจาก skinanswer.org
 
Silicone  จริงๆ แล้วในต่างประเทศยังคงมีใช้อยู่ แต่ silicone ที่ใช้ต้องเป็น medical grade เท่านั้น เพราะการใช้ silicone ที่คุณภาพไม่ดี (unpurified product) จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เป็นก้อนแข็ง จนถึงการเกิด granuloma และสามารถไหลได้นั่นเอง  ในประเทศไทยไม่ค่อยมีการฉีดซิลิโคนเหลวแล้ว แต่จะเป็นที่นิยม และยังคงใช่กันพวกหมอกระเป๋า เพราะชนิดนี้มีราคาถูก และอันตรายมากถ้าจะเอาออก ก็ต้องผ่าตัดออก เกิดปัญหาวุ่นวายตามมามากมาย ถ้าผ่าตัดออกก็ต้องทำหลายครั้ง และยังไม่สามารถเอาออกได้หมด 100% การฉีดสารประเภทนี้ระบุผลข้างเคียงในระยะยาวไม่ได้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง มีการอักเสบ หรือถึงขั้นทำให้บริเวณที่ฉีดเปลี่ยนรูปไป จึงไม่แนะนำให้ฉีดสารชนิดนี้
 
 
ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำว่า "ฟิลเลอร์" นั้น ถูกเรียกเหมาโดยรวมมีทั้งที่ปลอดภัย และไม่ปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรนั้น ผมอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนโฟกัสสารเติมเต็ม แค่เพียง "ไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid หรือ HA)" แค่อย่างเดียว เพราะในปัจจุบันองค์การอาหารและยาของไทย รับรองให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง มีความปลอดภัย 100% แต่ต้องระมัดระวังของปลอม หรือของลอกเลียนแบบ ควรเข้ารับบริการกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและใช้สินค้าแบบถูกกฎหมาย ซึ่งในบทความถัดไป ผมจะมาขยายข้อมูลเพิ่มเติม ถึงที่มาที่ไปของ ไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid หรือ HA) ที่ใช้ในปัจจุบันว่าสกัดมาจากที่ใด และมียี่ห้อใดบ้างที่ผ่าน อย. ไทย เพื่อให้เพื่อนๆ ได้เก็บเป็นความรู้ในการเลือกรับบริการ 
 
 
สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาปัญหาโครงสร้างใบหน้า 

Line@ : ติดตามทุกข่าวสาร ความรู้ดีๆ และโปรโมชั่นได้ก่อนใคร

โทร 02 587 0237 , 065 636 4796

IG : knpclinic

www.knpclinic.com 

คลินิกเปิดให้บริการวัน อังคาร – วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์)

ยินดีรับบัตรเครดิตทุกธนาคาร

Powered by MakeWebEasy.com