บอกหมดเปลือก!!! รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร?  แล้วเหมาะกับใคร?

Last updated: Jan 2, 2020  |  18793 จำนวนผู้เข้าชม  |  Beauty Library

บอกหมดเปลือก!!! รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทำ  HIFU   คืออะไร? ดีอย่างไร?  แล้วเหมาะกับใคร?


      HIFU  ย่อมาจาก Hight Intensity Focused Ultrasound  เป็นนวัตกรรมใหม่ด้วยการใช้โดยใช้คลื่น Ultrasound I คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูง 1000 ครั้งต่อวินาที  สามารถตีกรอบหน้าให้คมชัด ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้น และสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

 
ข้อดีของการทำ HIFU

หลักการของการทำงานของ HIFU นั้นคือการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของคนไข้แต่ละราย  สู่ชั้นผิวหนังบนใบหน้าชั้น SMAS (Superficial musculoaponeurotic system) เป็นชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังที่ลึกถึง 4.5 มม.  ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อยมาก หากทำการผ่าตัดดึงหน้า ศัลยแพทย์จะต้องผ่าตัดดึงชั้น SMAS นี้ให้ตึงนั่นเอง   



เมื่อปล่อยคลื่นคลื่นอัตตร้าซาวด์พลังงานความร้อนลงบนผิวจึงทำให้ชั้นผิวจะหดจากพลังงานความร้อนที่ถูกโฟกัสลงใต้ผิว โดยที่ค่าพลังงานเฉลี่ยประมาณ 60 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ส่งผลให้ผิวด้านบนเกิดการไหม้  การรักษาแบบนี้ช่วยแก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์  หลังการรักษาสามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติโดยไม่มีรอยแดง หรือรอยไหม้  ดังนั้น HIFU จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยบนใบหน้าและกลัวการใช้เข็ม  เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้น มีริ้วรอย 30-35 ขึ้นไป 



ผลลัพธ์หลังจากทำ HIFU

   แก้ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย  คิ้วตก หนังตาตก และมีส่วนช่วยให้ร่องแก้มตื้นขึ้นได้ แต่ผลลัพธ์ไม่ชัดมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก  หมอแนะนำให้ฟิลเลอร์ร่องแก้มจะเห็นผลลัพธ์ชัดกว่า

   กรอบหน้าชัดขึ้น  จึงช่วยให้หน้าเรียวขึ้น

   สามารถลดรอยตีนกา ริ้วรอยหน้าผาก และเหนียงใต้คาง

   ถ้าร่องใต้ตาลึกมากๆ  หมอแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ จะเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด เห็นผลชัดเจนทันที ไม่เป็นการรักษาซ้ำซ้อน และเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

   ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระต้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้หน้าใสขึ้น

 

       

 
วิธีการรักษา

เมื่อทำการปล่อยคลื่นอัตตร้าซาวด์ลงสู่ชั้นผิว คนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิวหนังชั้นบน และจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าพลังงานที่ยิงซึ่งอยู่ในระดับที่คนไข้ทนได้  HIFU จึงเป็นการรักษาโดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ตัวยา และไม่ต้องผ่าตัด และหลังจากทำไม่ต้องพักฟื้น  โดยปัญหาที่คนไข้กังวล คือสามารถใช้รักษาร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์ได้มั้ย หมอแนะนำให้ทำ HIFU ก่อนการฉีดฟิลเลอร์  หรือถ้าฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ให้ทำ HIFU หลังการฉีดไปแล้ว 3 – 4 สัปดาห์ขึ้นไป  เพราะถ้าฉีดฟิลเลอร์ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องในชั้นเยื่อหุ้มกระดูก และแพทย์ที่เป็นผู้ยิง HIFU มีความชำนาญในการยิง HIFU ฟิลเลอร์ที่ฉีดมานั้นจะไม่ละลาย ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรแจ้งแพทย์ให้ชัดว่าเคยทำการรักษาหัตถการอื่นจุดไหนบ้าง ระยะเวลาเท่าไหร่

 

ระยะเวลาในการทำต่อครั้ง :   ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ยิง บริเวณที่ต้องการรักษา รวมถึงใบหน้าของคนไข้แต่ละคน โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาที

การเห็นผลลัพธ์  :  คนไข้จะเห็นผลลัพธ์หลังทำตั้งแต่ครั้งแรกทันที 30% และผลลัพธ์จะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นอีก 3- 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหย่อนคล้อยไม่มาก 

อยู่ได้นานขนาดไหน  :   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับใบหน้าของคนไข้ด้วย การทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้ 3 - 6 เดือน หลังจากนั้นอาจจะไม่กระชับเหมือนในช่วงแรก 100%  นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการดูแลหลังจากการรักษาอีกด้วย  สำหรับคนไข้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานๆ หมอแนะนำให้ทำช่วงแรก เดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 ครั้ง  ถ้าการรักษาประมาณนี้จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ถึง 12 – 16 เดือนเลย (*ผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับบุคคล)

 

การดูแลก่อน และ หลัง

ก่อนการทำ

   ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเริ่มทำการักษา

   ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่  และดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนการรักษา 3 – 7 วัน

   ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ  โดยจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้กับเซลล์ใหม่ทำงานได้ดีมากขึ้น


หลังการทำ

   หลังจากการรักษาในคนไข้บางราย อาจมีอาการเมื่อย รู้สึกตึงผิว หรือเจ็บในบริเวณที่ทำการรักษา  โดยสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาได้

   หลีกเลี่ยงการนวด กดใบหน้า  และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า

   สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าสามารถทาได้ตามปกติ

   ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดแรงๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และควรทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันรังสี UVA และ UVB ทุกครั้ง เพื่อกลไกการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิวจะได้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

   ไม่ควรสูบบุหรี่   ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการกระทำเหล่านี้ถือว่าเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผลลัพธ์ของการรักษาจึงอาจไม่ชัดเจน 

 

ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำก่อนทุกครั้ง  และควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด  ส่วนคำถามที่เจอบ่อยมากคือ HIFU กับการร้อยไหม แตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร และทำร่วมกันดีไหม Dr. K จะมาให้คำตอบในบทความถัดไปนะครับ

Powered by MakeWebEasy.com